img

ห้องครัวที่จะจุดประกายความเป็นผู้นำของเด็กๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือให้มีทักษะการใช้ชีวิต ความรู้ด้านโภชนาการ การศึกษา และความนับถือตนเองผ่านการทำอาหารที่สนุกสนาน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่และการรักษาพยาบาลที่เร่งด่วนแก่ครอบครัวผู้ลี้ภัย

เรื่องราว

Courageous Kitchen เป็นมูลนิธิเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดย ดไวท์ เทอร์เนอร์ ชาวอเมริกันที่หลงใหลในการเดินทาง การกินอาหาร และทนไม่ได้ที่จะเห็นใครก็ตามไม่มีโอกาสในการรับประทานอาหารที่ดี โดยเริ่มแรกเขาสร้างโครงการที่มีชื่อว่า “In search of Sanuk” เพื่อจัดหาอาหารและที่พักให้แก่เด็กๆ และครอบครัวที่มีความต้องการ โดยเฉพาะเด็กๆ และครอบครัวผู้อพยพหรือลี้ภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิภายใต้การกำกับดูแลของประเทศสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยใช้ชื่อว่า Courageous Kitchen Inc.

Courageous Kitchen เชื่อว่า เด็กๆ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขและสุขภาพที่ดี โดยไม่แบ่งแยกสถานภาพ หรือชนชาติ เด็กๆ ควรที่จะได้รับความสนุกของวัยเด็กและการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากความกังวล ความยากจน และความทุกข์ทรมาน ทั้งนี้ Courageous Kitchen มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากจน ขาดแคลนอาหาร ไม่ได้รับการศึกษาที่ดี และถูกผู้อื่นแสวงหาผลประโยชน์ ให้มีทักษะในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อการจ้างงานในอนาคต สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการและการปรุงอาหารอย่างมีคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กๆ และครอบครัว สนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติมด้านภาษา คณิตศาสตร์ และศิลปะ รวมถึงเอื้อเฟื้อพื้นที่ที่ปลอดภัยต่อการพัฒนาความเป็นผู้นำ ความนับถือในตนเอง และความสนุกสนานของเด็กๆ

ธนาคารกสิกรไทย
Dwight Turner
035-2-23668-5

Wells Fargo Bank
Courageous Kitchen Inc.

Paypal: Courageous Kitchen Inc.

ข้อความจากผู้ก่อตั้ง/ผู้จัดการองค์กร

ถามตัวเองก่อนว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มันคือสิ่งที่คุณต้องการทำจริงๆ คือสิ่งที่คุณยินดีที่จะเสียสละวิถีชีวิตของคุณเพื่อมัน คือสิ่งที่คุ้มค่าที่จะทำ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกผูกพันกับมัน อย่าหยุด

ความท้าทาย

ในปัจจุบันมีผู้อพยพและขอลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากทั้งจากประเทศเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา ศรีลังกา ปากีสถาน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จากตัวเลขในปี พ.ศ. 2560 พบว่า มีผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่ขอสถานภาพผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ประมาณ 5,000 คน กำลังดำเนินเรื่องขอสถานภาพผู้ลี้ภัยอีกกว่า 3,000 คน และที่ไม่ได้สถานภาพผู้ลี้ภัยอีกราว 2,000 คน โดยผู้ที่ได้รับการยอมรับจาก UNHCR จะอยู่ในสถานะของ “กลุ่มคนในความห่วงใย” แต่ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับสถานภาพผู้ลี้ภัย ดังนั้น “กลุ่มคนในความห่วงใย” จึงไม่มีสถานะในทางกฎหมายของประเทศไทย เมื่อวีซ่าของผู้ลี้ภัยเหล่านี้หมดอายุ พวกเขาจึงมีสถานะเป็นผู้อาศัยอยู่ในเมืองไทยอย่างผิดกฎหมาย จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่สามารถหางานทำได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล การศึกษา และคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ที่เหมาะสม และต้องอยู่อย่างหวาดระแวงจากการสอดส่องของภาครัฐที่อาจส่งพวกเขาเข้าห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและส่งพวกเขากลับประเทศในที่สุด รวมถึงอาจตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์อีกด้วย

แนวทางการแก้ไข

Courageous Kitchen มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็กๆ และครอบครัวผู้ลี้ภัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำ ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม มีความรู้เกี่ยวกับโภชนาการและสุขภาวะที่ดี รวมถึงมีทักษะชีวิต ความเป็นผู้นำ และความมั่นใจในตัวเอง ผ่านโครงการต่างๆ ดังนี้

  1. โรงเรียนอนุบาลอย่างไม่เป็นทางการสำหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปี
  2. การให้ความรู้เกี่ยวกับการทำอาหาร ภาษาไทยและอังกฤษ คณิตศาสตร์ และศิลปะสำหรับเด็กอายุ 11 – 17 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมทักษะชีวิต การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ และต่อต้านภาวะทุพโภชนาที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กๆ และครอบครัว
  3. การให้การสนับสนุนในเรื่องค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์การเรียนของเด็กๆ รวมถึงการจัดหางานให้กับผู้ปกครอง ให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคและการรักษาพยาบาลที่เร่งด่วน
นอกจากนี้ Courageous Kitchen ยังมีห้องเรียนสอนทำอาหารสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้การทำอาหารและสนับสนุนความช่วยเหลือแก่เด็กๆ และครอบครัวผู้ลี้ภัยไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ การดำเนินงานทั้งหมดของ Courageous Kitchen ขับเคลื่อนโดยอาสาสมัครและชาวชุมชนผู้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเด็กๆ และครอบครัวผู้ลี้ภัยในกรุงเทพฯ

รายละเอียดภาพรวม
ความดูแลในปัจจุบัน

ปัจจุบันมีเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจาก Courageous Kitchen กว่า 80 คน และครอบครัวอีกกว่า 20 ครอบครัว

No. ชื่อเต็ม ตำแหน่ง อีเมล์ติดต่อ โทรศัพท์
1 ดไวท์ เทอร์เนอร์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ dwight@courageouskitchen.org 678-500-9201
2 คริสตี้ อินนุหวอง รองผู้อำนวยการ
3 ดิว ณ พัทลุง ผู้ประสานงานโครงการ
4 เบียตริซ ออเรลีโอ้ ผู้พัฒนาและวิจัยการระดมทุน

ดไวท์ เทอร์เนอร์ เป็นชาวอเมริกันที่พูดภาษาไทยได้ เกิดที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เขาหลงใหลในการเดินทางและชื่นชอบการกินอาหารที่หลากหลายตามบริบทวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ เขาเดินทางมาประเทศไทยครั้งแรกในฐานะครูสอนภาษาอังกฤษ และพบว่ามีผู้ลี้ภัยจำนวนมากในกรุงเทพฯ ที่ต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงกลับมาประเทศไทยอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ของตนเองที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ให้ดีขึ้นผ่านการทำอาหาร นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของ www.bkkfatty.com อีกด้วย

  • 2558 – เปลี่ยนชื่อจาก “In Search of Sanuk” มาเป็น “Courageous Kitchen”
  • 2561 – ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม Social Entrepreneurship Program ของ Miller Center, Santa Clara University
  • ไม่พบข้อมูลดังกล่าว

    ไม่พบข้อมูลดังกล่าว

    งบการเงินประจำปี

    ปีที่ทำการตรวจสอบบัญชี: 2017

    • ยอดบริจาคทั้งหมด
    • การรับบริจาค 827828
    • บริษัทเอกชน 0
    • สถาบัน/หน่วยงาน 0
    • รัฐบาล 0
    • โครงการพระราชดำริ 0
    • รายรับอื่นๆ 344951
    • รายจ่ายทั้งหมด
    • รายจ่ายในการดำเนินงาน 0
    • รายจ่ายในการบริหารจัดการ 346173
    • รายจ่ายอื่นๆ 703749
    • รายได้สุทธิ
    หมายเหตุทางการเงิน

    ไม่พบข้อมูลดังกล่าว

    Guidestar
    E-mail: support@guidestar.org
    Phone: (800) 421-8656
    Information of The Courageous Kitchen: https://www.guidestar.org/profile/81-0914093

    1. สำเนาเอกสารรับรองการจดทะเบียนและสถานะขององค์กร: เอกสารที่สามารถยืนยันการมีอยู่ขององค์กร [รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข]
    2. เอกสารการเงินที่ผ่านการตรวจสอบภายใน: รายงานประจำปี และงบดุล
    3. เอกสารการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยนักบัญชีอิสระที่ได้รับการรับรอง: การยืนยันโดยนักบัญชีภายนอกที่ได้รับการรับรอง
    4. รายงานประจำปีและจดหมายประชาสัมพันธ์: รายงานประจำปีที่ถูกจัดพิมพ์บนเว็บไซต์หรือถูกจัดหามาให้
    5. เอกสารการประเมินผลกระทบรายปี: การประเมินผลกระทบเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรสามารถนิยามความสำเร็จและวัดผลอย่างเป็นรูปธรรมได้ ในภาคสังคม การประเมินผลมีหลายรูปแบบ องค์กรไม่แสวงผลกำไรบางแห่งอาจใช้การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในขณะที่บางแห่งอาจใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ อย่างเช่น การศึกษารายกรณี    
      5.1. การวิจัยเชิงปริมาณ: การสำรวจ การติดตามผู้ที่มีส่วนร่วม ข้อมูลเชิงสถิติในระบบออนไลน์
      5.2. การวิจัยเชิงคุณภาพ: การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์
    6. ชื่อและการติดต่อ: เอกสารแสดงรายชื่อของคณะกรรมการองค์กรและผู้นำ ที่มีเบอร์โทรศัพท์ อีเมล และที่อยู่
    7. เอกสารการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริจาค: คำชี้แจงที่แสดงถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริจาค ไม่ให้รั่วไหลไปถึงบุคคลที่สามหรือบุคคลภายนอก ในกรณีที่ผู้บริจาคต้องการความเป็นส่วนตัว หรือต้องการให้เป็นความลับ
    8. งบประมาณที่ต้องการและการประมาณการงบการเงิน: งบประมาณที่ต้องการได้รับสำหรับปีงบประมาณที่กำลังจะมาถึง - งบประมาณในการดำเนินงานรายปี งบประมาณกระแสเงินสด และอื่น ๆ
    9. แผนกลยุทธ์ขององค์กรและแผนการจัดหาทรัพยากร: เอกสารที่แสดงกลยุทธ์โดยรวม ระยะเวลาการดำเนินการ งบประมาณในการดำเนินงาน และกลยุทธ์ในการสรรหาทรัพยากรมนุษย์
    10. แผนการระดมทุน: เอกสารที่แสดงกลยุทธ์ในการระดมทุน